OBJECTIVE GUIDE

Leads Facebook Ads

เข้าใจ Leads Facebook Ads ตั้งแต่ความหมายของ Lead วิธีรับข้อมูลผู้สนใจ Lead Quality และ CPL ไปจนถึงการวัดผลและกระบวนการหลังจากได้รับ Lead

ภาพอธิบาย Leads Facebook Ads วัตถุประสงค์โฆษณาสำหรับสร้าง Lead และรับข้อมูลจากผู้ที่สนใจธุรกิจ
ภาพประกอบบทความ IB BUSINESS

Leads Facebook Ads คือวัตถุประสงค์โฆษณาสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Lead หรือรับข้อมูลจากผู้ที่แสดงความสนใจ เพื่อนำข้อมูลหรือสัญญาณความสนใจนั้นไปดำเนินการต่อในกระบวนการของธุรกิจ

ผลลัพธ์ที่ต้องการอาจเป็นการได้รับข้อมูลสำหรับติดต่อ การลงทะเบียน การขอรายละเอียด การนัดหมาย หรือการแสดงความสนใจในรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจ โดยวิธีรับ Lead และการตั้งค่าจริงจะขึ้นอยู่กับตัวเลือกที่ Meta รองรับในขณะนั้น

แต่สิ่งสำคัญคือ:

Lead ยังไม่ใช่ Customer

และ:

จำนวน Lead ≠ คุณภาพ Lead

การได้ Lead จำนวนมากหรือต้นทุนต่อ Lead ต่ำจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแคมเปญสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดี

สรุปสั้น ๆ: Leads เหมาะเมื่อการได้ข้อมูลหรือสัญญาณความสนใจจากผู้ใช้เป็นผลลัพธ์สำคัญของแคมเปญ และธุรกิจมีกระบวนการรองรับหลังจากได้รับ Lead แล้ว

หากยังไม่แน่ใจว่า Leads อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับ Objective อื่น สามารถดูภาพรวมได้ที่ วัตถุประสงค์ Facebook Ads ทั้ง 6 แบบ

Leads Facebook Ads คืออะไร และระบบพยายามสร้างผลลัพธ์แบบไหน?

Leads เป็นหนึ่งใน Campaign Objectives ของ Meta Ads สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างโอกาสในการขายหรือรับข้อมูลจากผู้ที่แสดงความสนใจ เพื่อนำไปดำเนินการต่อในขั้นตอนของธุรกิจ

เมื่อสร้างแคมเปญ Objective จะกำหนดทิศทางหลักของผลลัพธ์ที่ต้องการ ส่วน Performance Goal และการตั้งค่าอื่นที่ Meta รองรับจะช่วยกำหนดรายละเอียดว่าระบบควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์แบบใด

เพราะเหตุนี้ การอธิบายว่า:

“Leads คือการยิงแอดแบบฟอร์ม”

จึงแคบเกินไป

Leads เป็น Objective ระดับแคมเปญ ส่วนวิธีที่ธุรกิจใช้รับ Lead เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และตัวเลือกที่ Meta รองรับสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามระบบ

หลักที่ควรเข้าใจคือ:

Leads ควรถูกเลือกเมื่อการได้รับ Lead เป็นผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการนำไปดำเนินการต่อจริง

ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการรายชื่อหรือข้อมูลจำนวนมาก

Lead คืออะไร และต่างจาก Customer อย่างไร?

Lead คือบุคคลที่แสดงความสนใจหรือให้ข้อมูลตามรูปแบบที่ธุรกิจกำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อได้

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจ:

  • ส่งข้อมูลสำหรับให้ติดต่อกลับ
  • ลงทะเบียนเพื่อรับรายละเอียด
  • แสดงความสนใจในสินค้าและบริการ
  • ขอใบเสนอราคา
  • ขอรับคำปรึกษา
  • นัดหมายเพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

แต่การกระทำเหล่านี้ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้กลายเป็นลูกค้าแล้ว

เส้นทางตัวอย่างที่ช่วยแยกแต่ละขั้นออกจากกันคือ:

Ad → Lead → Contact → Qualification → Sales Process → Customer

ผู้ใช้สามารถกลายเป็น Lead ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทาง แต่ยังอาจต้องผ่านการติดต่อ การตรวจสอบความเหมาะสม การให้ข้อมูล การนัดหมาย หรือกระบวนการขายก่อนที่จะกลายเป็น Customer

ดังนั้น:

Lead ≠ Customer

ความแตกต่างนี้สำคัญต่อการวัดผล เพราะหากธุรกิจมองทุก Lead เป็นลูกค้าที่เกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้ประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญสูงกว่าผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง

Leads Objective ไม่ได้หมายถึง Instant Form อย่างเดียว

หนึ่งในความเข้าใจที่พบได้บ่อยคือการมองว่า Leads Facebook Ads หมายถึง Instant Form

ความจริงควรแยกออกเป็นสองส่วน:

Leads Objective คือวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

ส่วน Instant Form เป็นหนึ่งในวิธีหรือประสบการณ์ที่สามารถใช้สำหรับรับข้อมูล Lead ตามตัวเลือกที่ Meta รองรับ

จึงไม่ควรนำคำสองคำนี้มาใช้แทนกันทั้งหมด

Instant Form คืออะไร?

Instant Form เป็นรูปแบบการรับข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลผ่านประสบการณ์ภายในแพลตฟอร์มของ Meta โดยไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนแบบเดียวกับการกรอกฟอร์มบนเว็บไซต์ภายนอก

ข้อดีในเชิงประสบการณ์คือสามารถลดขั้นตอนบางส่วนระหว่างการเห็นโฆษณากับการส่งข้อมูล

แต่ความสะดวกในการกรอกไม่ได้หมายความว่า Instant Form จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ และไม่ได้หมายความว่า Lead ที่ได้จะมีคุณภาพสูงหรือต่ำโดยอัตโนมัติ

คุณภาพของ Lead ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่น เช่น ข้อเสนอ ข้อความโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลที่ใช้คัดกรอง และกระบวนการหลังจากได้รับ Lead

Website Form หรือ Landing Page เกี่ยวข้องอย่างไร?

บางธุรกิจอาจต้องการให้ผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์หรือ Landing Page ก่อนส่งข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทำความเข้าใจบริการ หรือผ่านขั้นตอนบางอย่างก่อนแสดงความสนใจ

ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ใช่เพียง:

“ฟอร์มไหนกรอกง่ายกว่า?”

แต่ควรถามว่า:

“เส้นทางแบบไหนเหมาะกับข้อมูลและระดับความสนใจที่ธุรกิจต้องการจาก Lead?”

ธุรกิจที่ต้องการข้อมูลพื้นฐานอาจมีความต้องการต่างจากธุรกิจที่ต้องคัดกรองผู้สนใจหลายเงื่อนไขก่อนเข้าสู่กระบวนการขาย

ดังนั้น วิธีรับ Lead ควรเลือกจากเส้นทางของผู้ใช้และข้อมูลที่ธุรกิจต้องการ ไม่ใช่เพียงจากความสะดวกในการตั้งค่า

Leads Facebook Ads เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

Leads เหมาะกับธุรกิจที่การขายหรือการให้บริการไม่ได้จบลงทันทีหลังจากผู้ใช้เห็นโฆษณา แต่ต้องมีขั้นตอนบางอย่างต่อจากการแสดงความสนใจ

ตัวอย่างเช่น:

  • ธุรกิจบริการที่ต้องติดต่อเพื่อสอบถามความต้องการ
  • ธุรกิจที่ต้องนัดหมายก่อนให้บริการ
  • ธุรกิจ B2B ที่มีกระบวนการพูดคุยก่อนเสนอขาย
  • สินค้าหรือบริการที่ต้องขอรายละเอียดเพิ่มเติม
  • ธุรกิจที่ต้องจัดทำใบเสนอราคา
  • การลงทะเบียนหรือสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
  • สินค้าหรือบริการที่ต้องคัดกรองความต้องการก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

สิ่งที่สถานการณ์เหล่านี้มีร่วมกันคือ:

การได้ Lead ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Leads เหมาะเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีระบบซื้อขายออนไลน์ หรือทุกธุรกิจบริการต้องใช้ Leads เสมอไป

Objective ควรถูกเลือกจากผลลัพธ์ที่แคมเปญต้องการจริง

จำนวน Lead เยอะ ไม่ได้แปลว่า Lead มีคุณภาพ

หนึ่งในตัวเลขที่เห็นได้ง่ายจาก Lead Generation คือจำนวน Lead ที่ได้รับ

แต่จำนวนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า Lead เหล่านั้นมีคุณค่าต่อธุรกิจมากแค่ไหน

หลักสำคัญคือ:

Lead Volume ≠ Lead Quality

สมมติว่าแคมเปญหนึ่งสร้างได้ 100 Leads ขณะที่อีกแคมเปญสร้างได้ 30 Leads

หากดูเพียงจำนวน แคมเปญแรกอาจดูดีกว่าอย่างชัดเจน

แต่ถ้า 30 Leads ของอีกแคมเปญ:

  • ติดต่อได้จริงมากกว่า
  • ตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการมากกว่า
  • มีความต้องการที่ชัดเจนกว่า
  • ผ่านเกณฑ์การคัดกรองมากกว่า
  • เข้าสู่ขั้นตอนการขายได้มากกว่า

จำนวน Lead ที่น้อยกว่าก็อาจสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้มากกว่า

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม การปรับแคมเปญโดยมองเพียงจำนวน Lead อาจไม่เพียงพอ

Lead Quality คืออะไร?

Lead Quality คือคุณภาพหรือความเหมาะสมของ Lead เมื่อเทียบกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการจากผู้สนใจ

Lead ที่มีคุณภาพอาจหมายถึงคนที่:

  • ให้ข้อมูลที่สามารถติดต่อได้
  • มีความต้องการตรงกับสิ่งที่ธุรกิจให้บริการ
  • อยู่ในกลุ่มที่ธุรกิจรองรับ
  • ผ่านเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดไว้
  • มีโอกาสเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของกระบวนการขาย

แต่ไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกธุรกิจ

Lead ที่ดีสำหรับบริษัท B2B อาจมีคุณสมบัติแตกต่างจาก Lead ของธุรกิจคลินิก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือบริการที่ใช้การนัดหมาย

ดังนั้นคำว่า “Lead คุณภาพ” ต้องถูกนิยามจากบริบทของธุรกิจ

Qualified Lead ไม่เหมือนกันทุกธุรกิจ

Qualified Lead คือ Lead ที่ผ่านเกณฑ์บางอย่างที่ธุรกิจกำหนดว่าเหมาะสมสำหรับขั้นตอนต่อไป

แต่ไม่มีเกณฑ์สากลชุดเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ธุรกิจหนึ่งอาจพิจารณาจากพื้นที่ให้บริการ อีกธุรกิจอาจพิจารณาจากงบประมาณ อีกธุรกิจอาจดูประเภทความต้องการ ส่วนธุรกิจ B2B อาจพิจารณาจากขนาดบริษัทหรือบทบาทของผู้ติดต่อ

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหานิยาม Qualified Lead ที่ใช้ได้กับทุกคน แต่คือ:

ธุรกิจต้องรู้ว่า Lead แบบไหนมีคุณค่าต่อกระบวนการของตัวเอง

เมื่อเกณฑ์นี้ชัด การประเมินคุณภาพของแคมเปญก็จะชัดขึ้นตามไปด้วย

CPL คืออะไร และทำไม CPL ต่ำไม่ได้แปลว่าแคมเปญดีเสมอไป?

CPL หรือ Cost per Lead คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ใช้เพื่อสร้าง Lead หนึ่งราย

คำนวณอย่างง่ายได้จาก:

CPL = ค่าโฆษณา ÷ จำนวน Leads

ตัวอย่างเช่น หากใช้ค่าโฆษณา 10,000 บาท และได้ 100 Leads

CPL จะเท่ากับ:

10,000 ÷ 100 = 100 บาทต่อ Lead

CPL มีประโยชน์เพราะช่วยให้ธุรกิจเห็นว่ากำลังจ่ายเฉลี่ยเท่าไรเพื่อสร้าง Lead

แต่ CPL ตอบได้เพียง:

“เราใช้เงินเท่าไรเพื่อได้ Lead หนึ่งราย?”

มันยังไม่ได้ตอบว่า:

“Lead ที่ได้มีคุณภาพแค่ไหน?”

ดังนั้น:

CPL ต่ำ ≠ Lead Quality สูง

และ CPL ต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนในการได้ลูกค้าจริงจะต่ำตามไปด้วยเสมอ

ลองเปรียบเทียบ:

แคมเปญ A

  • 100 Leads
  • CPL 100 บาท

แคมเปญ B

  • 50 Leads
  • CPL 160 บาท

หากดูเฉพาะ CPL แคมเปญ A ดูดีกว่า

แต่สมมติว่าแคมเปญ A มี Qualified Leads เพียง 10 ราย ขณะที่แคมเปญ B มี Qualified Leads 25 ราย ภาพของประสิทธิภาพจะเปลี่ยนไปทันที

เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งสรุปว่าแคมเปญที่ CPL ต่ำกว่าดีกว่า จนกว่าจะรู้ว่า Lead เหล่านั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ

นี่คือกับดักของ Cheap Lead

ตัวเลขต้นทุนดูดี แต่ผลลัพธ์หลัง Lead อาจไม่ได้ดีตามไปด้วย

กรอกฟอร์มสำเร็จ ไม่ได้แปลว่ามี Purchase Intent สูง

การทำให้ขั้นตอนส่งข้อมูลสะดวกขึ้นสามารถช่วยลด Friction และทำให้ผู้ใช้ดำเนินการได้ง่ายขึ้น

แต่:

Form Completion ≠ Purchase Intent

การที่ผู้ใช้กรอกและส่งข้อมูลสำเร็จไม่ได้ยืนยันว่าผู้ใช้นั้นมีความตั้งใจซื้อสูง

ผู้ใช้บางคนอาจต้องการเพียงสอบถามราคา บางคนอาจกำลังเปรียบเทียบหลายตัวเลือก บางคนอาจสนใจข้อมูลแต่ยังไม่พร้อมซื้อ ขณะที่บางคนอาจมีความต้องการจริงและพร้อมเข้าสู่กระบวนการขาย

ดังนั้นการประเมิน Lead Quality ไม่ควรอาศัยเพียงการ Submit Form สำเร็จ

องค์ประกอบอย่างข้อเสนอ ข้อความโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย วิธีคัดกรอง และข้อมูลที่ธุรกิจขอจากผู้ใช้ ล้วนมีส่วนต่อประเภทของ Lead ที่เข้ามา

ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรสรุปว่า Form ที่กรอกง่ายจะสร้าง Lead คุณภาพต่ำเสมอไป

ความง่ายในการส่งข้อมูลและคุณภาพของ Lead เป็นคนละคำถามที่ต้องวัดแยกกัน

วัดผล Leads Facebook Ads ควรดูอะไร?

การวัด Leads Facebook Ads ไม่ควรหยุดอยู่ที่จำนวน Lead และ CPL หากเป้าหมายทางธุรกิจอยู่ลึกกว่านั้น

หลักที่ควรจำคือ:

CPL เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบของการวัดผล

ตัวชี้วัดที่อาจมีประโยชน์ตามกระบวนการของธุรกิจ ได้แก่:

  • Leads — จำนวน Lead ที่ได้รับ
  • CPL — ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Lead
  • Contact Rate — สัดส่วน Lead ที่สามารถติดต่อหรือเข้าสู่การพูดคุยได้
  • Qualified Lead Rate — สัดส่วน Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพของธุรกิจ
  • Cost per Qualified Lead — ต้นทุนต่อ Lead ที่ผ่านเกณฑ์
  • Appointment / Opportunity — จำนวน Lead ที่เข้าสู่ขั้นตอนนัดหมายหรือโอกาสทางการขาย
  • Lead-to-Customer Rate — สัดส่วน Lead ที่พัฒนาไปเป็นลูกค้า

ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกตัวชี้วัดกับทุกธุรกิจ และตัวชี้วัดบางรายการอาจต้องคำนวณหรือเชื่อมข้อมูลจาก CRM และระบบหลังบ้านของธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายงานพร้อมใช้งานทั้งหมดใน Ads Manager

ธุรกิจที่ใช้การนัดหมายอาจให้ความสำคัญกับ Appointment ขณะที่ธุรกิจ B2B อาจสนใจ Qualified Lead และ Opportunity ส่วนอีกธุรกิจหนึ่งอาจต้องการติดตามว่ามี Lead กี่รายที่สามารถติดต่อได้จริง

สิ่งสำคัญคือสร้างแนวทางวัดผลที่สะท้อนเส้นทางของธุรกิจ เช่น:

Lead → Contacted → Qualified → Opportunity → Customer

ลำดับนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ธุรกิจแต่ละประเภทอาจมีขั้นตอนสั้น ยาว หรือแตกต่างจากนี้ตามกระบวนการจริง

ยิ่งผลลัพธ์ทางธุรกิจอยู่ลึกกว่า Lead มากเท่าไร การดูเพียงจำนวน Lead และ CPL ก็ยิ่งให้ภาพไม่ครบมากขึ้นเท่านั้น

ทำไมได้ Lead เยอะ แต่ปิดการขายไม่ได้?

เมื่อแคมเปญสร้าง Lead ได้จำนวนมากแต่ผลลัพธ์ปลายทางไม่ดี สาเหตุไม่ได้มีเพียงเรื่องโฆษณา

ควรแยกตรวจแต่ละช่วงของกระบวนการ เพราะปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและหลัง Lead ถูกสร้างขึ้น

Lead ไม่ตรงกลุ่ม

เนื้อหาโฆษณา ข้อเสนอ ข้อความ หรือกลุ่มเป้าหมายอาจดึงดูดคนให้ส่งข้อมูลได้ แต่คนเหล่านั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจสามารถให้บริการได้จริง

ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอที่เน้นเพียงความน่าสนใจหรือราคาถูกอาจสร้าง Lead จำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีความเหมาะสมกับบริการ

คำถามจึงไม่ควรมีเพียง:

“ทำอย่างไรให้คนกรอกเยอะขึ้น?”

แต่ควรถามด้วยว่า:

“เรากำลังดึงคนแบบไหนให้กรอก?”

Qualification ไม่เพียงพอ

หากธุรกิจไม่มีเกณฑ์ว่าผู้สนใจแบบไหนถือว่าเหมาะสม Lead ทุกคนอาจถูกนับรวมเหมือนกัน แม้มีโอกาสเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปต่างกันมาก

การคัดกรองช่วยให้ธุรกิจแยกได้ว่า Lead แบบใดควรได้รับการติดตามต่อ และข้อมูลจากขั้นตอนนี้ยังช่วยให้การประเมินแคมเปญมีความหมายมากกว่าการดูจำนวน Lead รวม

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอนหรือคำถามให้มากที่สุด

เป้าหมายคือเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ไม่ใช่สร้างอุปสรรคโดยไม่มีเหตุผล

กระบวนการ Follow-up มีปัญหา

Lead ที่มีความสนใจสามารถสูญเสียโอกาสได้หากกระบวนการหลังบ้านไม่พร้อม

ตัวอย่างเช่น:

  • ไม่มีผู้รับผิดชอบ Lead ชัดเจน
  • ติดต่อกลับล่าช้า
  • ไม่มีระบบติดตามสถานะ
  • ข้อมูลกระจัดกระจาย
  • Follow-up ไม่ต่อเนื่อง
  • ไม่มีขั้นตอนสำหรับ Lead ที่ยังไม่พร้อมตัดสินใจ

ในสถานการณ์เหล่านี้ การเพิ่มงบโฆษณาเพื่อสร้าง Lead มากขึ้นอาจเพิ่มจำนวนข้อมูลเข้ามา แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

กำลังตัดสิน Ads จากปัญหาที่เกิดหลัง Ads

หากโฆษณาสามารถสร้าง Lead ที่ตรงกับเกณฑ์ได้ แต่ Lead สูญหายระหว่างการติดต่อหรือกระบวนการขาย การสรุปทันทีว่า “Lead จาก Facebook ไม่มีคุณภาพ” อาจไม่สะท้อนสาเหตุที่แท้จริง

จึงต้องแยกให้ได้ว่า:

  • ปัญหาเกิดก่อน Lead ถูกสร้าง
  • Lead ไม่ตรงเกณฑ์
  • หรือ Lead มีคุณภาพแต่กระบวนการหลังจากนั้นทำงานไม่ดี

หลักสำคัญคือ:

Lead Generation ไม่ได้จบตอน Submit Form

การสร้าง Lead เป็นเพียงจุดส่งต่อจากระบบโฆษณาไปยังกระบวนการของธุรกิจ

เมื่อไร Leads อาจไม่ใช่ Objective ที่ตรงที่สุด?

Leads มีประโยชน์เมื่อการได้รับข้อมูลหรือสัญญาณความสนใจเป็นผลลัพธ์สำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกแคมเปญ

ก่อนเลือกควรถามว่า:

“ผลลัพธ์ที่เราต้องการจริงคือ Lead หรือเป็นสิ่งอื่น?”

ถ้าต้องการพาคนไปยังปลายทาง

หากเป้าหมายหลักคือการพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์หรือ Landing Page โดยการเข้าถึงปลายทางเป็นผลลัพธ์สำคัญ สามารถศึกษา Traffic Facebook Ads เพื่อดูว่า Traffic ตรงกับเป้าหมายมากกว่าหรือไม่

ถ้าต้องการ Interaction กับเนื้อหา

หากเป้าหมายคือการตอบสนองหรือการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา ไม่ใช่การได้รับข้อมูล Lead สามารถศึกษา Engagement Facebook Ads เพื่อแยกสองเป้าหมายนี้ออกจากกัน

ถ้าเป้าหมายจริงคือ Purchase หรือ Conversion

หากผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการคือการซื้อหรือ Conversion ที่สามารถวัดและปรับแคมเปญไปสู่ผลลัพธ์นั้นได้โดยตรง การสร้าง Lead อาจไม่ใช่ขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ

ในกรณีนี้ควรศึกษา Sales Facebook Ads และพิจารณา Objective ตามผลลัพธ์ปลายทางที่ธุรกิจต้องการจริง

หลักคือ:

อย่าสร้าง Lead เพิ่มเป็นขั้นตอนกลาง หากธุรกิจไม่ได้ต้องการขั้นตอนนั้นจริง

เช็กให้ชัดก่อนเลือก Leads

ก่อนสร้าง Leads Campaign ควรตอบคำถามสี่ข้อนี้ให้ได้

1. ธุรกิจต้องการข้อมูลอะไรจาก Lead?

เก็บเฉพาะข้อมูลที่มีเหตุผลต่อขั้นตอนถัดไป และต้องรู้ว่าข้อมูลแต่ละส่วนจะถูกนำไปใช้อย่างไรหลังจากได้รับ Lead

2. Lead แบบไหนถือว่ามีคุณภาพ?

กำหนดเกณฑ์ให้สัมพันธ์กับรูปแบบธุรกิจ หากไม่รู้ว่า Lead แบบไหนคือ Lead ที่ดี ก็จะประเมินได้ยากว่าแคมเปญกำลังสร้างสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริงหรือไม่

3. หลังได้ Lead แล้ว ใครหรือระบบอะไรจะรับช่วงต่อ?

ต้องมีคำตอบว่า Lead จะถูกส่งไปที่ไหน ใครเป็นผู้ติดต่อ มีวิธีติดตามสถานะอย่างไร และขั้นตอนต่อไปคืออะไร

การสร้าง Lead เพิ่มโดยไม่มีระบบรองรับ อาจเพียงเพิ่มจำนวนข้อมูลที่ต้องจัดการ ไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจ

4. จะวัดแค่ CPL หรือวัดไปถึงผลลัพธ์หลัง Lead?

ถ้าเป้าหมายของธุรกิจอยู่หลังการสร้าง Lead การวัดผลก็ควรเดินตามไปให้ถึงระดับที่สามารถบอกคุณค่าของ Lead ได้

CPL ยังมีประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็นตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินทุกอย่าง

คำถามสุดท้ายจึงควรเป็น:

“Lead ที่ได้มีคุณค่าต่อธุรกิจจริง หรือแค่ทำให้ตัวเลข CPL ดูดี?”

สรุป: Lead ที่ดีไม่ใช่แค่ Lead ที่ราคาถูก

Leads Facebook Ads เหมาะเมื่อธุรกิจต้องการสร้าง Lead หรือรับข้อมูลจากผู้ที่แสดงความสนใจ เพื่อนำไปดำเนินการต่อ แต่ความสำเร็จไม่ควรถูกตัดสินจากจำนวน Lead หรือ CPL เพียงอย่างเดียว

หลักสำคัญคือ:

จำนวน Lead ≠ คุณภาพ Lead

และ:

CPL ต่ำ ≠ Campaign ดีเสมอไป

เส้นทางที่ควรมองจึงไม่ใช่เพียง:

Ad → Lead

แต่ควรมองต่อไปตามกระบวนการจริงของธุรกิจ เช่น:

Ad → Lead → Contact → Qualification → Sales Process → Customer

ท้ายที่สุด Lead ที่ดีไม่ใช่ Lead ที่ราคาถูกที่สุด แต่คือ Lead ที่มีคุณค่าต่อขั้นตอนถัดไปของธุรกิจ

LET'S TALK BUSINESS

ต้องการตรวจสอบ
รายละเอียดเพิ่มเติม?

สอบถามสินค้า บริการ และเงื่อนไขกับทีมงานผ่าน LINE Official Account

LINEติดต่อทีม IB→