เวลาสร้างแคมเปญใน Meta Ads Manager หนึ่งในการตัดสินใจแรกคือการเลือก วัตถุประสงค์โฆษณา หรือ Campaign Objective เพื่อบอกระบบว่าแคมเปญนี้ต้องการมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบใด
ปัจจุบัน Meta Ads ใช้วัตถุประสงค์หลัก 6 แบบ ได้แก่ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales โดยแต่ละแบบรองรับเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ดังนั้นก่อนถามว่า “Objective ไหนดีที่สุด” คำถามที่ควรถามก่อนคือ
เราต้องการให้คนทำอะไรหลังจากเห็นโฆษณา?
หากต้องการให้คนรู้จักแบรนด์ เป้าหมายอาจเป็น Awareness แต่ถ้าต้องการพาคนเข้าเว็บไซต์ เก็บข้อมูลผู้สนใจ โปรโมตแอป หรือสร้างยอดขาย ก็มี Objective ที่เหมาะกับผลลัพธ์เหล่านั้นแตกต่างกันออกไป
สรุปสั้น ๆ: ต้องการสร้างการรับรู้ให้ดู Awareness, ต้องการผู้เข้าชมให้ดู Traffic, ต้องการการมีส่วนร่วมให้ดู Engagement, ต้องการลูกค้าเป้าหมายให้ดู Leads, ต้องการผลลัพธ์เกี่ยวกับแอปให้ดู App Promotion และหากต้องการ Conversion หรือยอดขายให้พิจารณา Sales
บทความนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของทั้ง 6 Objectives เปรียบเทียบความแตกต่าง และเลือก Objective ให้สัมพันธ์กับเป้าหมายของแคมเปญมากขึ้น
วัตถุประสงค์ Facebook Ads คืออะไร?
วัตถุประสงค์ Facebook Ads หรือ Campaign Objective คือเป้าหมายระดับแคมเปญที่ใช้บอกระบบโฆษณาว่าเราต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบใด เช่น ต้องการสร้างการรับรู้ พาคนไปยังเว็บไซต์ เก็บข้อมูลผู้สนใจ หรือสร้างยอดขาย
การเลือก Objective ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งชื่อแคมเปญ แต่ยังมีผลต่อทางเลือกที่ระบบเปิดให้ใช้ในขั้นตอนต่อไป เช่น Conversion Location และ Performance Goal
การตั้งค่าเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่าระบบควร Optimize แคมเปญไปทางผลลัพธ์แบบใด
อย่างไรก็ตาม การเลือก Objective ที่เหมาะสม ไม่ได้รับประกันว่าแคมเปญจะได้ผลตามที่ต้องการทันที
ผลลัพธ์ของโฆษณายังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กลุ่มเป้าหมาย ชิ้นงานโฆษณา ข้อเสนอ หน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page ระบบวัดผล งบประมาณ และเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้าโดยรวม
ให้มอง Objective เป็นการกำหนด ทิศทางของแคมเปญ มากกว่าปุ่มที่กดแล้วทำให้เกิดยอดขายหรือผลลัพธ์โดยอัตโนมัติ
Facebook Ads มีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง?
วัตถุประสงค์หลักของ Meta Ads แบ่งออกเป็น 6 แบบ ได้แก่ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales
แต่ละ Objective มีหน้าที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกจากผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เลือกจากชื่อที่ดูน่าสนใจที่สุด
1. Awareness — การรับรู้
Awareness เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการให้ผู้คนเห็น รู้จัก หรือจดจำแบรนด์ สินค้า บริการ หรือข้อความที่ธุรกิจต้องการสื่อสาร
เหมาะกับสถานการณ์ เช่น เปิดตัวแบรนด์ใหม่ เปิดตัวสินค้าใหม่ ประกาศแคมเปญ หรือสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ร้านที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่อาจใช้ Awareness เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่รู้ว่ามีร้านอยู่ ก่อนจะใช้แคมเปญอื่นเพื่อสร้าง Lead หรือยอดขายต่อไป
อ่านเพิ่มเติม: Awareness Facebook Ads คืออะไร?
2. Traffic — จำนวนผู้เข้าชม
Traffic เหมาะกับกรณีที่เป้าหมายหลักคือการพาผู้คนจากโฆษณาไปยังปลายทางที่ต้องการ เช่น เว็บไซต์ หน้า Landing Page หรือหน้าข้อมูลอื่นที่รองรับ
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่มีบทความให้ความรู้ อาจใช้ Traffic เพื่อพาคนที่สนใจเข้าไปอ่านเนื้อหาเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า จำนวนคลิกหรือจำนวนผู้เข้าเว็บไซต์ไม่ได้เท่ากับยอดขายเสมอไป
หากเป้าหมายจริงคือให้ผู้ใช้ซื้อสินค้า หรือเกิด Conversion ที่สามารถวัดผลได้ ควรพิจารณาว่า Sales อาจสัมพันธ์กับเป้าหมายนั้นมากกว่า
อ่านเพิ่มเติม: Traffic Facebook Ads คืออะไร?
3. Engagement — การมีส่วนร่วม
Engagement เหมาะกับเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจหรือเนื้อหา
ขึ้นอยู่กับรูปแบบแคมเปญและ Performance Goal ที่เลือก ผลลัพธ์อาจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมกับโพสต์ การรับชมวิดีโอ การส่งข้อความ หรือการตอบสนองในรูปแบบที่ Meta รองรับ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีคอนเทนต์สำคัญและต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์นั้น อาจพิจารณา Engagement
อย่างไรก็ตาม หากเป้าหมายจริงคือยอดขาย การมี Engagement จำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าแคมเปญจะสร้างยอดขายได้ดีเสมอไป
อ่านเพิ่มเติม: Engagement Facebook Ads คืออะไร?
4. Leads — การสร้างลูกค้าเป้าหมาย
Leads เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเก็บข้อมูลหรือสร้างโอกาสทางการขายจากผู้ที่สนใจสินค้าและบริการ
รูปแบบการเก็บ Lead สามารถแตกต่างกันตามการตั้งค่า เช่น แบบฟอร์ม การโทร หรือการสนทนาผ่านช่องทางที่ Meta รองรับ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัทประกัน สถาบันการศึกษา หรือบริการที่ลูกค้ามักต้องสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ สามารถใช้ Leads เพื่อสร้างรายชื่อผู้สนใจสำหรับให้ทีมขายติดตามต่อ
สิ่งสำคัญคืออย่าดูเพียงว่าได้ Lead จำนวนเท่าไร แต่ควรดูต่อว่า Lead เหล่านั้นมีคุณภาพและมีโอกาสกลายเป็นลูกค้าจริงมากน้อยแค่ไหน
อ่านเพิ่มเติม: Leads Facebook Ads คืออะไร?
5. App Promotion — การโปรโมตแอป
App Promotion เหมาะกับธุรกิจหรือผู้พัฒนาแอปที่ต้องการผลลัพธ์เกี่ยวกับแอป เช่น การติดตั้ง หรือการกระทำบางอย่างภายในแอป
ตัวอย่างเช่น แอปที่เพิ่งเปิดตัวอาจใช้ App Promotion เพื่อหาผู้ใช้ใหม่ ขณะที่แอปที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้วอาจมุ่งไปยังเหตุการณ์ภายในแอปที่สัมพันธ์กับเป้าหมายธุรกิจ
การใช้งานให้มีประสิทธิภาพควรมีระบบวัดผลของแอปที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบสามารถรับข้อมูลและ Optimize ตามเหตุการณ์ที่ธุรกิจต้องการได้
อ่านเพิ่มเติม: App Promotion Facebook Ads คืออะไร?
6. Sales — ยอดขาย
Sales เหมาะกับแคมเปญที่มุ่งไปยัง Conversion หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ใกล้กับยอดขาย เช่น การซื้อสินค้า หรือการกระทำอื่นที่ธุรกิจต้องการวัดผล
ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มีเว็บไซต์และระบบวัดผลพร้อม อาจเลือก Sales เมื่อเป้าหมายหลักคือให้ผู้ใช้ซื้อสินค้า มากกว่าการเพิ่มจำนวนคนคลิกเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
การใช้ Sales กับเว็บไซต์จึงควรมีระบบ Tracking ที่เหมาะสม เช่น Meta Pixel และการตั้งค่าเหตุการณ์ที่ต้องการวัดผลอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม การเลือก Sales ไม่ได้ทำให้ระบบสร้างยอดขายได้เอง หากข้อเสนอ ชิ้นงานโฆษณา เว็บไซต์ หรือเส้นทางการซื้อของลูกค้ายังมีปัญหา
อ่านเพิ่มเติม: Sales Facebook Ads คืออะไร?
ตารางเปรียบเทียบ 6 วัตถุประสงค์ Facebook Ads
| Objective | เป้าหมายหลัก | เหมาะกับสถานการณ์ | ผลลัพธ์ที่ควรให้ความสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Awareness | สร้างการรับรู้ | ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเห็นหรือจดจำแบรนด์ | Reach, Impressions และตัวชี้วัดด้านการรับรู้ที่เกี่ยวข้อง |
| Traffic | พาคนไปยังปลายทาง | ต้องการผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือ Landing Page | Link Clicks, Landing Page Views หรือ Performance Goal ที่เลือก |
| Engagement | สร้างการมีส่วนร่วม | ต้องการให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาหรือธุรกิจ | Engagement, Video Views, Messages หรือผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ |
| Leads | สร้างลูกค้าเป้าหมาย | ต้องการข้อมูลผู้สนใจเพื่อนำไปติดตามต่อ | Leads, Cost per Lead และคุณภาพของ Lead |
| App Promotion | สร้างผลลัพธ์เกี่ยวกับแอป | ต้องการการติดตั้งหรือกิจกรรมภายในแอป | App Installs, App Events และ Cost per Result |
| Sales | สร้าง Conversion หรือยอดขาย | ธุรกิจที่มีผลลัพธ์ด้านการขายซึ่งสามารถวัดได้ | Purchase, Conversion Value, ROAS หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง |
ตัวชี้วัดในตารางเป็นแนวทางเพื่อช่วยให้เห็นความแตกต่างเท่านั้น Metrics และ Performance Goals ที่สามารถเลือกใช้จริงอาจแตกต่างกันตาม Objective, Conversion Location การตั้งค่าบัญชี และการอัปเดตของ Meta
เลือก Objective Facebook Ads อย่างไรให้ตรงเป้าหมาย?
วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เริ่มจากผลลัพธ์ปลายทางที่ธุรกิจต้องการ แล้วค่อยย้อนกลับมาเลือก Objective
อย่าเริ่มจากคำถามว่า Objective ไหนราคาถูกที่สุด เพราะต้นทุนต่อคลิกที่ต่ำไม่ได้หมายความว่าจะตอบเป้าหมายธุรกิจได้ดีที่สุด
ต้องการให้คนรู้จักแบรนด์ → Awareness
เลือก Awareness เมื่อเป้าหมายหลักคือการมองเห็น การรับรู้ หรือการจดจำแบรนด์ มากกว่าการคาดหวังยอดขายทันที
ต้องการพาคนไปยังเว็บไซต์หรือหน้าปลายทาง → Traffic
เลือก Traffic เมื่อผลลัพธ์ที่ต้องการคือให้ผู้ใช้เข้าไปยังเว็บไซต์ บทความ หรือ Landing Page
ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ต้องการคนเข้าเว็บไซต์” กับ “ต้องการคนซื้อสินค้าบนเว็บไซต์” เพราะสองเป้าหมายนี้ไม่เหมือนกัน
ต้องการให้คนมีส่วนร่วมกับธุรกิจ → Engagement
เลือก Engagement เมื่อเป้าหมายหลักคือการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา การรับชม การส่งข้อความ หรือรูปแบบการตอบสนองที่รองรับ
ควรกำหนดให้ชัดว่าการมีส่วนร่วมแบบใดมีคุณค่าต่อธุรกิจ ไม่ใช่ดูเพียงยอด Engagement รวม
ต้องการเก็บข้อมูลผู้สนใจ → Leads
เลือก Leads เมื่อต้องการข้อมูลผู้สนใจเพื่อนำไปติดตามต่อ เช่น ชื่อ เบอร์โทร แบบฟอร์ม หรือการติดต่อผ่านช่องทางที่รองรับ
หลังจากได้ Lead แล้วควรวัดต่อถึงคุณภาพและโอกาสในการกลายเป็นลูกค้าจริง
ต้องการโปรโมตแอป → App Promotion
เลือก App Promotion เมื่อผลลัพธ์หลักเกิดขึ้นกับแอป เช่น การติดตั้งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในแอป
ต้องการสร้างยอดขายหรือ Conversion → Sales
เลือก Sales เมื่อผลลัพธ์หลักคือ Purchase หรือ Conversion ที่มีคุณค่าต่อธุรกิจและสามารถวัดผลได้
ควรตรวจให้พร้อมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น Tracking เว็บไซต์ ข้อเสนอ ประสบการณ์บนหน้า Landing Page และ Conversion Event ที่ต้องการ Optimize
หลักคิดคือ:
เลือก Objective ให้ใกล้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ต้องการมากที่สุด และควรเป็นผลลัพธ์ที่ระบบสามารถวัดและ Optimize ได้อย่างเหมาะสม
เลือก Objective ผิด ส่งผลอย่างไรกับแคมเปญ?
หาก Objective ไม่ตรงกับเป้าหมาย แคมเปญอาจถูก Optimize ไปยังผลลัพธ์ที่ไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจต้องการมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายคือยอดขาย แต่ตั้งแคมเปญโดยเน้น Traffic ระบบอาจให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าชมหรือการคลิก มากกว่าการ Optimize ไปยัง Conversion Event ที่ธุรกิจต้องการ
อย่างไรก็ตาม Objective ไม่ได้เป็นตัวกำหนดการนำส่งโฆษณาเพียงอย่างเดียว
Performance Goal, Conversion Location และการตั้งค่าอื่นของแคมเปญก็มีส่วนต่อวิธีที่ระบบ Optimize โฆษณาเช่นกัน
ดังนั้นหากแคมเปญไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ควรสรุปทันทีว่า Objective ผิดเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจทั้ง Objective, Performance Goal, ระบบวัดผล, กลุ่มเป้าหมาย, ชิ้นงานโฆษณา และเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้าประกอบกัน
ทำไมบางข้อมูลถึงบอกว่า Facebook Ads มี Objective มากกว่า 6 แบบ?
หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Facebook Ads อาจพบคู่มือเก่าที่พูดถึง Objective เช่น Brand Awareness, Reach, Video Views, Messages, Conversions หรือ Catalog Sales
สาเหตุคือ Meta เคยใช้โครงสร้าง Campaign Objective ที่แตกต่างจากปัจจุบัน ก่อนจะปรับและรวมเป้าหมายต่าง ๆ เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้าง Objective ชุดใหม่
จึงไม่แปลกที่บทความเก่าบางแห่งจะกล่าวถึง Objective จำนวน 11 แบบ หรือแบ่งออกเป็น Awareness, Consideration และ Conversion
เมื่อตั้งแคมเปญในปัจจุบัน ควรยึดตัวเลือกที่แสดงใน Meta Ads Manager และเอกสารล่าสุดของ Meta เป็นหลัก เพราะชื่อ ฟีเจอร์ ตัวเลือกการ Optimize และ Performance Goals สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการอัปเดตของระบบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ Facebook Ads
Facebook Ads ปัจจุบันมี Objective กี่แบบ?
โครงสร้างหลักของ Meta Ads มี 6 Campaign Objectives ได้แก่ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales
Objective ไหนดีที่สุดสำหรับ Facebook Ads?
ไม่มี Objective เดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละแบบถูกออกแบบมาสำหรับผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ควรเริ่มจากเป้าหมายของแคมเปญก่อน แล้วจึงเลือก Objective ที่สัมพันธ์กับเป้าหมายนั้น
ถ้าต้องการยอดขายควรเลือก Traffic หรือ Sales?
ถ้าผลลัพธ์หลักคือยอดขายหรือ Conversion ที่สามารถวัดผลได้ โดยทั่วไปควรเริ่มพิจารณา Sales มากกว่า Traffic
Traffic เหมาะกับการพาผู้ใช้ไปยังปลายทาง ขณะที่ Sales เหมาะกับเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ Conversion และยอดขายมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับ Performance Goal ระบบวัดผล ข้อเสนอ เว็บไซต์ และโครงสร้างแคมเปญด้วย
Objective กับ Performance Goal ต่างกันอย่างไร?
Objective คือเป้าหมายทางธุรกิจระดับแคมเปญ ส่วน Performance Goal ระบุให้ละเอียดขึ้นว่าระบบควร Optimize ไปยังผลลัพธ์แบบใด
Objective ที่เลือกจะมีผลต่อ Performance Goals และตัวเลือกอื่นที่สามารถใช้งานได้ในขั้นตอนต่อไป
จำเป็นต้องเลือก Objective เดียวตลอด Funnel หรือไม่?
ไม่จำเป็น
ธุรกิจหนึ่งสามารถใช้ Objective ต่างกันในแต่ละแคมเปญตามหน้าที่ของแคมเปญนั้น เช่น แคมเปญหนึ่งสร้างการรับรู้ อีกแคมเปญเก็บ Lead และอีกแคมเปญมุ่งสร้างยอดขาย
สิ่งสำคัญคือแต่ละแคมเปญต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเลือก Objective ให้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ต้องการ
สรุป: เริ่มเลือก Objective จากเป้าหมายธุรกิจ
Facebook Ads มี Campaign Objective หลัก 6 แบบ ได้แก่ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales
แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำชื่อ Objective ทั้งหมดให้ได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการตอบคำถามว่า:
“ผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการจากแคมเปญนี้คืออะไร?”
ถ้าต้องการสร้างการรับรู้ ให้ศึกษา Awareness ถ้าต้องการผู้เข้าชม ให้ดู Traffic ถ้าต้องการการมีส่วนร่วม ให้ดู Engagement ถ้าต้องการข้อมูลผู้สนใจ ให้ดู Leads ถ้าผลลัพธ์เกี่ยวข้องกับแอป ให้ดู App Promotion และถ้าต้องการ Conversion หรือยอดขาย ให้พิจารณา Sales
จากนั้นจึงค่อยวาง Performance Goal ระบบวัดผล กลุ่มเป้าหมาย ชิ้นงานโฆษณา และเส้นทางการขายให้สอดคล้องกับ Objective ที่เลือก
หากต้องการศึกษาแต่ละ Objective แบบเจาะลึก สามารถอ่านต่อได้จากบทความในชุด Facebook Ads Objectives ของ IB BUSINESS:
- Awareness Facebook Ads
- Traffic Facebook Ads
- Engagement Facebook Ads
- Leads Facebook Ads
- App Promotion Facebook Ads
- Sales Facebook Ads
หากยังไม่แน่ใจว่า Objective ไหนเหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจ IB BUSINESS สามารถช่วยดูโครงแคมเปญ ผลลัพธ์ที่ต้องการ และแนวทางวัดผลก่อนเริ่มโฆษณาได้



